พระราชดำรัสในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติติ์
พระบรมราชินีนาถ
ข้าพเจ้าได้ตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงนำของพระราชทาน ไปช่วยเหลือราษฎร มักจะเป็นเครื่องอุปโภค บริโภค แล้วก็รับสั่งกับข้าพเจ้าว่า การช่วยเหลือแบบนี้ เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ซึ่งช่วยเขาไม่ได้จริงๆ ไม่เพียงพอ ทรงคิดว่าทำอย่างไร จึงจะช่วยเหลือชาวบ้าน เป็นระยะยาว คือ ทำให้เขามีหวัง ที่จะอยู่ดีกินดีขึ้น ลูกหลานได้เข้าโรงเรียน ได้เรียนหนังสือ ซึ่งในเรื่องนี้ รัฐบาลได้พยายามส่งเสริมอยู่แล้ว เขาเพิ่มจำนวนโรงเรียนขึ้น อย่างสม่ำเสมอ
แต่ชาวนาชาวไร่บอกว่า เขาส่งให้ลูกไปเรียนหนังสือ ไปเข้าโรงเรียนไม่ได้ เพราะต้องอาศัยอยู่เป็น กำลังช่วยกันทำมาหากิน ดังนั้น จะพบเด็กที่อยู่ในวัยเรียน ไม่ได้มาเรียนหนังสืออีกมาก ส่วนมากก็ได้จบ ป.4 ซึ่งก็น่าเป็นห่วง
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ข้าพเจ้าจึงเริ่มคิดหาอาชีพเสริม ให้แก่ครอบครัวชาวนา ชาวไร่ และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็ทรงหาแหล่งน้ำ ให้การทำไร่ทำนาของเขา เป็นผลต่อประเทศชาติ ต่อบ้านเมือง ทรงพระราชดำเนิน ไปดูตามไร่ของเขาในที่ต่างๆ ทรงคิดว่านี้เป็นการให้กำลังใจ และที่ทรงให้ข้าพเจ้าดูแล พวกครอบครัว ก็เลยเป็นที่เกิด ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ
โครงการศิลปาชีพ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความห่วงใยประชาชน ในชนบท พระองค์ทรงมีพระราชดำริ ที่จะช่วยให้พสกนิกรของพระองค์ท่าน มีความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพียงพอ ต่อการเลี้ยงครอบครัว จึงได้พระราชทานพระราชดำริ ให้ประชาชน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำงานศิลปาชีพ เพื่อเพิ่มพูนรายได้
การดำเนินงานใน ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ แต่ละแห่งจะ จัดเป็นกลุ่มต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ของแต่ละท้องถิ่น และบุคคล เพื่อให้การฝึกอบรมแก่สมาชิก รวมทั้งจัดหางาน ให้สมาชิกดำเนินการ เพื่อนำไปจำหน่าย เป็นรายได้เสริมของสมาชิก แต่ละกลุ่ม
ซึ่งในปัจจุบัน มีจำนวน 34 โครงการ ดังนี้.-
1) ศูนย์ศิลปาชีพบ้านกุดนาขาม ต.เจริญศิลป์ อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร (UE 525445)
2) ศูนย์ศิลปาชีพบ้านจาร ต.ม่วง อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร (UE 477770)
3) ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ บ้านตะตึงไถง ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ (UB 400410)
4) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านสานแว้ ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร(VD097556)
5) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านทรายทอง ต.ปทุมวาปี อ.ส่องดาว จ.สกลนคร (UE 372128)
6) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านดอนคำ-วัดเสนานฤมิตร บ้านดอนคำ ต.นาแต้ อ.คำตากล้า จ.สกลนคร (UE 643822)
7) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านบ่อเดือนห้า ต.โคกภู อ.ภูพาน จ.สกลนคร (UD 913795)
8) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านกำแมด ต.วังทอง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี (UE 180630)
9) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านหาดแพง ต.หาดแพง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม (VE 253544)
10) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านโชคอำนวย ต.ท่าดอกคำ อ.บึงโขงหลง จ.หนองคาย(VE 067986)
11) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านกุดสะกอย ต.โพธิไพศาล อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร (VE 361191)
12) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพอ.กระสัง บ้านบุ ต.ลำดวน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ (UB 273663)
13) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพอ.ห้วยทับทัน บ้านหนองเมย ต.เมืองหลวง อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ (UB 957647)
14) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพอ.ภูสิงห์ บ้านตะแบง ต.ห้วยติ๊กชู อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ(VB 078077)
15) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพอ.บัวเชด บ้านตาปิม ต.บัวเชด อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ (UB 876035)
16) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพอ.บุณฑริก บ้านสมพรรัตน์ ต.หนองสะโน อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี (VB 289280)
17) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านสร้างถ่อนอก ต.สร้างถ่อน้อย อ.หัวตะพาน งหวัดอำนาจเจริญ(VC 435300)
18) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านเวินบึก ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี (WB 604934)
19) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านยางน้อย ต.ก่อเอ้ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี(VB 596976)
20) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพอ.ละหานทราย ต.หนองแวง อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ (TA 812783)
21) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านกุดสิม-คุ้มเก่า ต.คุ้มเก่า อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ (VD 033453)
22) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านนาตาด-นาโปร่ง ต.บะยาว อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี (UD 331877)
23) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านโสกส้มกบ ต.บ้านใหม่ อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น(SD 918513)
24) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านโคกก่อง ต.หนองแดง อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม (TC 894475)
25) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านดอนหลี่ ต.หนองบัวแก้ว อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม (UE 166234)
26) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพทุ่งกะมัง บ้านหนองหอย ต.กุดชุมแสง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ (QV 737127)
27) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพอ.โพธิ์ชัย บ้านพลไทย ต.โพธิ์ศรี อ.โพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด (UD 692066)
28) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพอ.ปทุมรัตต์ บ้านดอกล้ำ ต.ดอกล้ำ อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด (UC 205323)
29) โครงการป่ารักน้ำบ้านป่ารักน้ำ ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร (UE 395522)
30) โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่บ้านน้อมเกล้า ต.บุ่งคล้า อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร (VC 799834)
31) โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่บ้านทันสมัย ต.มหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม (VE 427069)
32) โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ผานาง-ผาเกิ้ง บ้านผานาง ต.ผาอินทร์แปลง กิ่ง อ.เอราวัณ จ.เลย (RV 176190)
33) โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อเทิดพระเกียรติฯ บ้านคกงิ้ว ต.ปากตม อ.เชียงคาน จ.เลย(QV 830806)
34) โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อเทิดพระเกียรติฯ ผาบ่าว-ผาสาว บ้านนาซำแซง ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เล(QV 808171)
ข้อมูลจาก : www.prd2.in.th
พระราชปณิธานอันแน่วแน่ของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ บรรเทาวิกฤติการณ์ ขาดแคลนน้ำอย่างร้ายแรง "ขาดน้ำ ทุกชีวิตสิ้นสุดทันที" การรักษาแหล่งน้ำ ไว้ให้เป็นที่พึ่งพาอาศัย ของมวลสัตว์โลกทั้งหลายนั้น น่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ใครช่วยกันได ้ก็น่าจะช่วยคนละไม้คนละมือ อย่างน้อยช่วยกันป้องกันมิให้ บ่อ คลอง แม่น้ำ ทะเล มหาสมุทรสกปรก ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ต้องรู้ว่ายิ่งคนมากขึ้น ของสกปรกต่างๆ ที่เราระบายสู่แม่น้ำ ทะเลนั้นมีมากพอที่จะทำลายพันธุ์สัตว์น้ำ ที่คนอาศัยเลี้ยงชีวิต คนยังใช้ยาฆ่าพืช ฆ่าแมลง ที่แรง และสลายตัวได้ยากกันอย่างมาก
ด้วยความคิดเพียงแต่ จะสะดวก เร็ว และ ง่าย เท่านั้น ไม่คิดว่าสารเคมีเหล่านั้น รวมทั้งของที่คนไม่ต้องการแล้ว จะไปสะสมร่วมกัน ทำลายชีวิตสัตว์ที่เป็นประโยชน์ ต่อชีวิตคน คนมัวแต่คิดว่าทำอย่างไร เราถึงจะรวยเร็วๆ จะได้โน้น จะได้นี่ดังใจปอง เห็นป่าสงวนเข้า ก็ยอมเสียเงินจำนวนหนึ่ง ว่าจ้างให้คนจนตัดไม ้ขายออกต่างประเทศ คนจนเหล่านั้นก็เสียรู้ นึกว่าตัดป่าขายดี สะดวกดี รวยเร็วดี ป่าไม่เห็นเป็นประโยชน์อะไร กับพวกเรา ขัดขวางไม่ให้เรามีไร่นา
จึงมาคิดว่าที่มี พระราชดำรินานมาแล้วว่า จะทำให้ป่าไม้เป็นประโยชน์ กับพวกเราเองทั้งสิ้น การปฏิบัติให้เขาได้ เห็นเองว่าป่าไม้เป็นของ ประชาชนคนไทยเป็นส่วนใหญ่ เป็นส่วนรวมจริงๆ อาจจะพอที่จะลดการ ลักลอบตัดไม้ไปได้บ้าง พวกเราที่ได้มีโอกาส อ่านเรียนมาก ควรร่วมมือกันสละเวลา ส่วนตัวไปดูแลให้ชาวนา ชาวไร่ ได้มีความสุขขึ้น ด้วยความรู้จักรักษา ผลประโยชน์ ของพวกเขาเองไว้ ในทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่ให้คนยากจน ช่วยให้เรารวยได้เร็วๆ ประเทศไทยจะเป็นประเทศ ประชาธิปไตยได้ อย่างสมบูรณ์ที่สุด
ถ้าพวกเราต่อสู้กับ ความยากจน ความหิว ขาดความรู้ อย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงรับสั่งกับนักข่าว BBC เวลาเขาถามพระองค์ท่านว่า "เสด็จมาทำอะไรกันที่ชายแดน มีทหารล้อมหน้าล้อมหลัง จะมาสู้กับคอมมิวนิสต์หรือ?" พระองค์ทรงรับสั่งว่า "พวกเรามาอยู่ที่นี่ ก็เพราะที่นี่ขาดน้ำทำกิน เรามาสู้กับความยากจน นานาประการ เพื่อให้คนไทย เป็นไทแก่ตนอย่าง แท้จริงให้เหมาะสมกับ ระบอบประชาธิปไตย ที่ท่านทั้งหลาย ก็สนับสนุน อยู่มิใช่หรือ"
คนไทยส่วนใหญ่ มีความฉลาดลึกซึ้ง ในการต่อสู้เพื่อชีวิต เขารักการทำนา คุณสมบัตินี้ น่ายกย่องสนับสนุน ชาวนาต้องต่อสู้ เพื่อยังชีวิตอย่างหนัก น้ำเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง ที่ควรช่วยสนับสนุนเขาทุกทาง และชาวนาไทยฉลาดล้ำ ในความยึดมั่นเพียงปัจจัยสี่ ตามที่พระพุทธองค์ ของเราทรงสอนไว้ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่ ยารักษาโรค นักวิชาการของโลกรู้ดี ถึงสภาพจิตใจที่รู้ดีแล้ว ของชาวนาไทย ถึงกับลงพิมพ์ยกย่องทำนายว่า เมืองไทยจะเจริญต่อไป เพราะสภาพจิตหยั่งรู้ ในการต่อสู้ เพื่อดำรงชีวิต ของชาวนาไทย
ผิดกับชาวนาหลายประเทศ ที่หลงงมงายกับความเจริญ ทางวัตถุที่ฟุ่มเฟือยนา ๆ ประการ รถยนต์ ไฟฟ้า เครื่องโทรทัศน์ บ้านจะโย้เย้อย่างไร ต้องมีโทรทัศน์ ต้องใช้รถแทรกเตอร์ จึงจะทำนาทำไร่ได้ผล ทำให้ประเทศชาติ ต้องเป็นหนี้สินรุงรัง ชนิดที่แบงค์โลก วิตกว่าจะให้กู้ต่อไป อย่างไรไหว มิใช่แต่ ธกส. เท่านั้น ที่วิตกว่าจ่ายเงิน ออกไปท่าเดียว ไม่ได้เงินไหลกลับเข้ามาเลย น่ายกย่องน่าภูมิใจ ในชาวนาไทยหมู่มาก ของเรายิ่งนัก ที่ยังช่วยจรรโลงการเงิน ของประเทศชาติอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะโดนล่อหลอก ให้หลงระเริงออกไป สู่ความหายนะอย่างไร ส่วนใหญ่ของเขา ยังยึดมั่นในข้าว ถึงจะมี เพชร ทอง ตึกรามมโหฬาร ธนบัตร เป็นหีบๆ ก็ตายอยู่ดี ถ้าในห้างหรูหราเกิดวิกฤติ ขาดอาหารขึ้นมา อย่างฉับพลัน เช่นในประเทศเพื่อนบ้าน ใกล้เคียงบางประเทศของเรา
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเห็นว่าป่าไม้ ในพื้นที่ต่าง ๆ กำลังถูกแผ้วถางทำลาย อย่างรวดเร็ว จึงทรงมีพระราชดำริ ให้มีการชักชวนประชาชนทั่วไป และข้าราชการส่วนต่าง ๆ ร่วมกันปลูกป่าตัวอย่าง เพื่อเป็นการชักชวนให้ ประชาชนเกิดความรู้สึกรัก และหวงแหนป่าไม้
ดังนั้น จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ทำพิธีขึ้นครั้งแรก ที่บริเวณเชิงภูผาเหล็ก ติดกับอ่างเก็บน้ำคำจวง บ.ถ้ำติ้ว อ.ส่องดาว จ.สกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2525 เวลา 1400 โดยในพิธีทรงให้มีการ บวงสรวงเทพารักษ์ เจ้าป่ามาสถิตย์อยู่ ณ ป่าแห่งนั้นด้วย และพระองค์ทรงปลูกป่า เป็นตัวอย่างด้วยพระองค์เอง จำนวน 1 ไร่ พร้อมทั้ง พระราชทานชื่อโครงการนี้ว่า โครงการป่ารักน้ำ
ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวน 5 โครงการ ได้แก่
1. โครงการป่ารักน้ำ บ้านถ้ำติ้ว ตำบลส่องดาว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร
2. โครงการป่ารักน้ำ บ้านป่ารักน้ำ ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
3. โครงการป่ารักน้ำ บ้านกุดนาขาม ตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร
4. โครงการป่ารักน้ำ บ้านจาร ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร
5. โครงการป่ารักน้ำ บ้านทรายทอง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร
ข้อมูลจาก : www.prd2.in.th
เมื่อปีพุทธศักราช 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นป่าผืนใหญ่ ซึ่งยังเหลืออยู่ไม่กี่แห่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงมี พระราชดำรัสว่า"พื้นที่บนภูเขาเป็นที่ราบสูง กว้างขวาง มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ และยังมีสัตว์อยู่ มากมายหลายชนิด เหมาะสมที่จะอนุรักษ์ ให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และพัฒนาให้เป็น สวนสัตว์ป่าเปิด ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ และส่งเสริมการท่องเที่ยว ต่อไปในอนาคต และการที่จะดำเนินการ ให้เป็นผลสำเร็จนั้น จะต้องยับยั้ง ไม่ให้ประชาชนบุกรุกป่า และล่าสัตว์ โดยพัฒนาหมู่บ้าน บริเวณใกล้เคียงภูเขียวทั้งหมด ให้มีความเจริญ พร้อมทั้งส่งเสริมอาชีพ ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ อย่างมีความอยู่ดีกินดี ส่งเสริมให้ประชาชน มีความรับผิดชอบ รักป่าและสัตว์ป่า จะได้ช่วยกันดูแล ป้องกันมิให้ราษฎร จากหมู่บ้านอื่นๆ ขึ้นไปล่าสัตว์ป่าด้วย "จากพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ดังกล่าว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนองพระราชดำริ โดยในวันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2530 ราชเลขานุการในพระองค ์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าประชุม เพื่อจัดทำแผนงาน โครงการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวขึ้น โดยการวางแผน เกี่ยวกับการพัฒนาหมู่บ้าน โดยรอบภูเขียว ให้มีความอยู่ดีกินดี ปลูกฝังให้รักป่า และสัตว์ป่า รวมทั้งวางแผน ในการปล่อยสัตว์ป่า โดยการจัดงาน วันอิสรภาพของสัตว์ป่าไทย ขึ้นโดยกำหนดที่ตั้งโครงการ บริเวณรอยต่อ อำเภอหนองบังแดง อำเภอคอนสาร อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ต่อมาได้มีการจัดงาน "วันอิสรภาพของสัตว์ป่าไทย" ขึ้นเมื่อ 20 ธันวาคม 2530 โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จเป็นองค์ประธาน ในการปล่อยสัตว์ป่า ที่นำมาจากที่ต่างๆ ให้คืนสู่ป่าในภูเขียว กระทำพิธี ณ บริเวณทุ่งกะมัง มีประชาชนนำอาวุธล่าสัตว์ป่า มามอบจำนวนมากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ไปกระทำพิธีปล่อยสัตว์ป่า ที่บริเวณทุ่งกะมัง เมื่อ 21 ธันวาคม 2535 ในพิธีดังกล่าว มีประชาชนในหมู่บ้านรอบภูเขียว จำนวนมากมอบอาวุธล่าสัตว์ป่า และกล่าวปฏิญาณตนว่า จะไม่เข้าไปล่าสัตว์ป่า และบุกรุกทำลายป่าอีกต่อไปโครงการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า มีที่ตั้งอยู่ บริเวณรอยต่อ อำเภอหนองบัวแดง อำเภอคอนสาร, อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่บนภูเขา เป็นที่ราบสูงกว้างขวาง มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ และยังมีสัตว์ป่าอยู่ มากมายหลายชนิด เหมาะสมที่จะอนุรักษ์ ให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และพัฒนาให้เป็น สวนสัตว์ป่าเปิด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ และการส่งเสริมการ ท่องเที่ยวในอนาคตโครงการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ทุ่งกะมัง จังหวัดชัยภูมิประวัติความเป็นมาเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ได้จัดตั้งขึ้นเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ.2508 โดยที่รัฐบาลเล็งเห็นว่า พื้นที่ต้นน้ำของลำน้ำพรม มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ มีสัตว์ป่าที่มีคุณค่า หลายชนิดอาศัยอยู่ในท้องถิ่นนี้ โดยเฉพาะ กระซู่ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวน ที่กำลังจะสูญพันธุ์ไป ก็มีอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ด้วย นอกจากนั้นยังเป็น แหล่งอาศัยของ กระทิง วัวแดง ช้างป่า เลียงผา เสือโคร่ง เสือดาว และนกที่สำคัญหลายชนิด เช่น นกยูง นกเป็ดก่า นกเงือกสีน้ำตาล นกแก๊ก นกกก เป็นต้นพื้นที่แห่งนี้ยังเป็นแหล่งรวม ของพันธุ์ไม้ที่สำคัญนานาชนิด หลายชนิด เป็นไม้ที่มีค่าทางด้านป่าไม้ และการเกษตร ควรที่จะสงวนไว้ เป็นแหล่งพันธุกรรม และแหล่งเมล็ดพันธุ์ต่อไปในอนาคต เนื่องจากพื้นที่อยู่ในระดับสูง จึงเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญ ของพื้นที่เกษตรในที่ราบ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะเป็นแหล่งต้นน้ำ ของลำน้ำพรมอันเป็นสาขาหนึ่งของ ลำน้ำชี นอกจากนี้ยังมีสภาพภูมิประเทศ อันสวยงามเหมาะ กับการพักผ่อนหย่อนใจ ทางธรรมชาติ ดังนั้นทางรัฐบาล จึงได้ประกาศให้พื้นที่ป่าภูเขียว เป็นเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าชื่อว่า "เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ภูเขียว" ตามประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 154 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2515และต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกา ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2522 ซึ่งออกตามความใน พระราชบัญญัติสงวน และ คุ้มครองสัตว์ พ.ศ.2503 ได้มีการผนวกพื้นที่ บางส่วนเพิ่มเติม จนปัจจุบันเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว มีพื้นที่ทั้งหมด 1,560 ตารางกิโลเมตร หรือ 975,000 ไร่ รวมเอาพื้นที่ใน ตำบลห้วยยาง อำเภอคอนสาร ตำบลบ้างยาง ตำบลบ้านค่า ตำบลกุดเลาะ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ ตำบลนางแดด ตำบลหนองแวง ตำบลหนองบัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิประวัติความเป็นมา ในพื้นที่นี้นับจากปี พ.ศ.2498 เป็นต้นมา พื้นที่ส่วนนี้ เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ขึ้นกับป่าไม้เขตจังหวัดนครราชสีมา ภายใต้ป่าโครงการ ไม้กระยาเลยภูเขียวหมวดที่ 4 มีการทำไม้บางส่วนออกมา ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2508 จนถึงปี พ.ศ.2512 ก่อนที่จะประกาศเป็นเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูเขียว เพื่อเป็นการนำไม้ออกจากพื้นที่ จึงมีการตัดเส้นทางชักลากไม้ ออกจากอำเภอคอนสาร ผ่านทุ่งลุยลาย ไปสู่บางม่วงและทุ่งกระมัง ต่อไปจนถึงแปน และห้วยแหลหนองป่าเตย เนื่องจากเส้นทางสายนี้ ทำให้ราษฎรเดินทางเข้าไปบุกรุก ทำลายป่าอันสมบูรณ์ ส่วนนี้อย่างรวดเร็ว โดยพัฒนาจากหมอนไม้ หรือที่พักคนงาน กลายเป็นหมู่บ้านใหญ่น้อย โดยเฉพาะบริเวณทุ่งกะมัง บึงมน บึงแปน ห้วยแหลป่าเตย ศาลาพรม นอกจากการทำไม้แล้ว ราษฎรเหล่านี้ยังหักร้างถางพง เพื่อทำนาและปลูกพืชไร่ พร้อมทั้งทำการล่าสัตว์ป่า เพื่อเป็นอาหาร และส่งออกขายในตัวเมือง โดยเฉพาะกระซู่ ที่เป็นสัตว์ป่าสงวน ที่หายากมาก ได้ถูกล่าไปแล้วถึง 3 ตัว ในบริเวณทุ่งกะมังอันเนื่องมาจากการที่ สัตว์ป่าสงวนที่สำคัญ ได้ถูกลักลอบล่า และป่าไม้ถูกทำลายนี้เอง ทำให้ นายศักดิ์ วัฒนากุล ป่าไม้จังหวัดชัยภูมิในสมัยนั้น (พ.ศ.2513) ได้เสนอกรมป่าไม้ ให้ประกาศพื้นที่นี้เป็น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยด่วน กรมป่าไม้จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกทำการสำรวจ และประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตามประกาศคณะปฎิวัติดังกล่าวในชั้นแรกครอบคลุม พื้นที่เพียง 1,314 ตารางกิโลเมตร พร้อมทั้งอพยพราษฎร ออกจากทุ่งกะมังเป็นจำนวน 40 ครอบครัว และจากศาลาพรมอีกจำนวน 100 ครอบครัว กลับไปอยู่ภูมิลำเนาเดิม รวมทั้งราษฎรอีกจำนวนหนึ่ง ที่อาศัยอยู่บริเวณบึงแปนด้วย ราษฎรเหล่านี้บางส่วน ได้จัดที่ทำกินให ้โดยจัดตั้งเป็นโครงการพัฒนาที่ดิน บ้านทุ่งลุยลาย งานอพยพราษฎรในพื้นที่ กลายเป็นพื้นที่มีปัญหา อันเนื่องมาจาก ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เข้าไปอยู่อาศัย และขัดขวางการทำงาน ของเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในปี พ.ศ.2520 ทางกรมป่าไม จึงได้จัดตั้ง สำนักงานส่วนกลาง ของเขตการรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ชั่วคราวขึ้นที่ศาลาพรม และจัดตั้งหน่วยพิทักษ์ป่า และฐานปฏิบัติการเฉพาะกิจ ป้องกันปราบปราม การบุกรุกทำลายป่า (ศปป.) กระจายอยู่ตามจุดที่ล่อแหลม ต่อการบุกรุกทำลายป่า รอบแนวเขตเพื่อควบคุมรักษาป่า บริเวณเชิงเขาอันเป็นแนวกันชน และสกัดกั้นการขึ้นลงภูเขียวภารกิจนี้ต่อมาได้รับความร่วมือจาก ตำรวจตระเวณชายแดน และ กองทัพภาคที่ 2 โดยมีเป้าหมาย ที่จะจัดตั้งหน่วยบริหารกลาง ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้ ที่บริเวณ ทุ่งกะมังต่อไปในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2522 เมื่อรัฐบาลได้ประกาศ พระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวใหม่ โดยผนวกพื้นที่ เพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ตารางกิโลเมตร ทำให้ครอบคลุมหมู่บ้านราษฎร ที่บุกรุกเข้าไปอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติ อีกหลายหมู่บ้าน ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้ จึงจำเป็นต้องวางแผน อพยพราษฎรเหล่านั้น ออกไปจากพื้นที่อีก แต่เนื่องจากการขัดขวาง ของผู้ก่อการร้าย ทำให้งานโยกย้ายราษฎร ออกจากพื้นที่กระทำได้ไม่เต็มที่ จนถึง พ.ศ.2524 เมื่อสภาพทางการเมือง คลี่คลาย ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ อ่อนกำลังลงการโยกย้ายราษฎร จึงได้กระทำต่อใน เดือนเมษายน พ.ศ.2525 หน่วยราชการหลายฝ่าย ได้ร่วมมือกันอพยพราษฎร จำนวน 96 ครอบครัว ออกจากบริเวณหนองไร่ไก่ และใน เดือนพฤษภาคม - เดือนมิถุนายน พ.ศ.2526 ได้ร่วมกันอพยพราษฎรจำนวน 208 ครอบครัว ออกจากบริเวณพรมโซ้ง ผาผึ้ง และซับเตยเข้าไปอยู่ใน โครงการพัฒนาป่าดงลานที่ 2 บ้านอ่างทอง อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น พื้นที่นาร้าง และไร่ร้างหลายแห่ง ได้ กลายเป็นทุ่งหญ้าถาวร อันเนื่องจากไฟป่า จึงทำให้กลายเป็น แหล่งอาหารสัตว์ อันอุดมสมบูรณ์ มาจนปัจจุบันเนื่องจากสภาพใจกลาง ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบบนเขาสูง จึงทำให้การจัด สร้างทางรถยนต์เข้าออก ได้เพียงเส้นทางเดียว คือเส้นทางเข้าเขื่อนจุฬาภรณ์ ซึ่งมีเส้นทางแยก เข้าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แห่งนี้ที่ปางม่วง ตามเส้นทางชักลากไม้เก่าที่ตั้งอาณาเขตสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ ทุ่งกะมัง (ใจกลางป่าภูเขียว) ห่างจากอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ตามเส้นทางรถยนต์ 82 กิโลเมตร มีอาณาเขตครอบคลุมท้องที่ ตำบลห้วยยาง อำเภอคอนสาร ตำบลนางแดด ตำบลหนองแวง ตำบลหนองบัวแดง อำเภอหนองบัวแดง ตำบลกุดเลาะ ตบลบ้านยาง ตำบลหนองข่า อำเภอเกษตรสมบูรณ์ โดยมีพื้นที่ 1,560 ตารางกิโลเมตร หรือ 975,00 ไร่ ซึ่งขณะนี้ได้สำรวจหมายแนวเขต ขยายเพิ่มขึ้นอีก รวมทั้งสิ้น 1,125,000 ไร่o ทิศเหนือ จด อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ และเขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิo ทิศตะวันออก จด ป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม เขื่อนห้วยกุ่ม และ อำเภอเกษตร- สมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิo ทิศใต้ จด อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิo ทิศตะวันตก จด แนวเขตอำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ลักษณะภูมิประเทศภูมิประเทศส่วนใหญ่ มีลักษณะเป็นเทือกเขาหินทราย ซึ่งปรากฏมีหน้าผาสูงชัน เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 1,200 เมตร พื้นที่บางแห่งมีดินตื้นจะมีลานหิน และสวนหินเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก่อให้เกิดทัศนียภาพที่แปลกตา และสวยงาม ทางด้านทิศตะวันตกและทิศเหนือมีลักษณะเป็นภูเขาหินปูน สลับซับซ้อนและสูงชัน ประกอบด้วยถ้ำขนาดใหญ่สวยงามหลายแห่ง มีความสูง 1,242 เมตร เช่น เขาอุ้มนาง ซึ่งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือใกล้จังหวัดเพชรบูรณ์ ภูเขียวมีสภาพป่าที่สมบูรณ์และภูเขาสูง เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ที่สำคัญยิ่งของลำน้ำพรม และแม่น้ำชี ทางด้านทิศเหนือ และทิศตะวันออก เป็นต้นกำเนิดห้วยดาด ห้วยไม้ซอด ห้วยซาง ฯลฯ ซึ่งไหลลงลำน้ำพรม ส่วนด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ เป็นต้นกำเนิดของลำสะพุง และแม่น้ำชี ซึ่งมีต้นน้ำมาจากห้วยเล็กๆ หลายห้วย เช่น ห้วยไขว้ ห้วยเพียว ห้วยป่าเตย ลำสะพุงน้อย ลำสะพุงลายซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อชีวิต ความเป็นอยู่ของราษฎรในท้องที่ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ อำเภอภูเขียว อำเภอหนองบัวแดง และแหล่งชุมชนหลายจังหวัด จนไปรวมกับลำนำโขง ที่จังหวัดอุบลราชธานลักษณะภูมิอากาศภูมิอากาศโดยทั่วไปเย็น และชื้นเนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ในที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 เมตร มีป่าทึบปกคลุมเป็นส่วนมาก และอยู่ในเขตมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ มีฤดูกาลทั้ง 3 ฤดูฤดูฝน จะมีฝนตกชุกตั้งแต่ เดือนเมษายน ไปจนถึง เดือนพฤศจิกายนของทุกปี แต่อาจจะมีทิ้งช่วงบ้างใน เดือนมิถุนายน - เดือนกรกฎาคม โดยตกหนักมากใน เดือนกันยายน - เดือนตุลาคม ปริมาณน้ำฝนประมาณ 2,000 ลูกบาศก์มิลลิเมตร ต่อปีฤดูหนาว อุณหภูมิเริ่มหนาวเย็นตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน และหนาวจัดใน เดือนธันวาคม - เดือนมกราคม อุณหภูมิเฉลี่ยช่วงนี้ประมาณ 10 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 2 องศาเซลเซียสฤดูร้อน จะเริ่มตั้งแต่ปลาย เดือนกุมภาพันธ์ ถึงปลาย เดือนเมษายน แต่ในช่วงนี้อาจมีฝนตกบ้าง อากาศตอนกลางคืนยังคงเย็น อุณหภูมิกลางวันเฉลี่ยประมาณ 25 องศาเซลเซียสชนิดป่าพันธุ์พืช และสัตว์ป่าชนิดป่าไม้ส่วนใหญ่เป็นป่าดงดิบ ซึ่งประกอบด้วยป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น และป่าดิบเขา นอกนั้นมีป่าสนเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และ ทุ่งหญ้า พันธุ์พืชประกอบด้วย ไม้ยาง ตะเคียนหนู ตะแบก มะค่าโมง มะค่าแต้ กระเบาหลัก แต่ตามหุบเขาหรือบริเวณลำห้วย ลำธารจะรกทึบยิ่งขึ้นกลายเป็นป่าดงดิบชื้น และอุดมไปด้วยพันธุ์ไม้ป่าดงดิบชื้น ได้แก่ ยาง ตะเคียนทอง กะบก มะม่วงป่า มะพลับ มะแฟง มะไฟ ชมพู่ป่า และมีเถาวัลย์พันธุ์ไม้พื้นล่าง เช่น บอนป่า หวาย ระกำ ไม้ไผ่ต่างๆ ขึ้นปกคลุมหนาแน่น ตามยอดเขาซึ่งมีระดับสูง ตั้งแต่ 300 เมตร ขึ้นไปก็มักจะมีสนเขาขึ้นเป็นชนิด สนสองใบ และ สนสามใบ ขึ้นอยู่ประปรายทั่วไป สลับกับพันธุ์ไม้ป่าดิบเขา จำพวกก่อ ซึ่งปรากฏขึ้นอยู่หนาแน่น เมื่อระดับความสูงเพิ่มขึ้น ป่าเบญจพรรณ ปรากฎเป็นหย่อมเล็กๆ ตามเนินเขาที่ไม่สูงมากนัก มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญอยู่ ได้แก่ มะค่าโมง ตะแบก แดง ประดู อ้อยช้าง มะกอก ไม้ไผ่ ฯลฯ ในบริเวณที่ดินตื้น หรือลูกรังตามเนินเขา จะเป็นป่าเต็งรัง พะยอม เหียง มะกอก ตะแบก มะขามป้อม ยอป่า ลมแล้ง และ กระโดน เป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีทุ่งหญ้า ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สลับกับป่าโปร่งตามบริเวณยอดเขา ที่มีดินตื้นยังมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง และแหล่งในลักษณะเป็นบึง ตามธรรมชาติอีกหลายแห่ง เช่น ทุ่งกะมัง บึงแปน บึงแวง บึงมน บึงคร้อ และ บึงยาว สลับกับป่าดงดิบที่แน่นทึบ ซึ่งทำให้สัตว์ป่าอาศัยอยู่ อย่างชุกชุมมากมายหลายชนิด แม้กระทั่งกระซู่ ซึ่งเป็นสัตว์ป่า และใกล้จะสูญพันธุ์ของประเทศไทย ก็ยังพบร่องรอยอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมี เลียงผา ช้างป่า กระทิง เสือโคร่ง เสือดาว กวาง เก้ง กระจง หมี ชะนี ลิง ค่าง หมูป่า ฯลฯ ซึ่งจัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูก ด้วยนมขนาดใหญ่ และนกต่างๆ ที่หายาก เช่นไก่ฟ้าพญาลอ ไก่ฟ้าหลังขาว นกยูง นกเงือกชนิดต่างๆ นกกางเขนดง นกหัวขวานหลายชนิด ฯลฯ คาดว่า เมื่อได้ทำการสำรวจโดยละเอียด จะได้พบสัตว์ป่าใหม่ๆ แปลกๆ อีกหลายชนิด แหล่งความงามตามธรรมชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว นับว่าเป็นแหล่งป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ที่เหลืออยู่ไม่มากใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ป่าทั้งหมดในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้ จึงถือได้ว่าเป็นแหล่งความงาม ตามธรรมชาติที่สำคัญของภาค ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว นอกจากจะประกอบด้วยป่าที่สวยงามหลายชนิด เช่น ป่าดงดิบเขา ป่าดงดิบแล้ง ป่าเต็งรังผสมสน ป่าผสมผลัดใบ และป่าเต็งรังแล้ว ยังมีทุ่งหญ้า และลานหินอยู่หลายแห่ง แต่สังคมพืชเหล่านี้ นอกจากมีโครงสร้างที่แปลกตาแล้ว ยังมีพันธุ์ไม้ที่น่าสนใจ และสวยงาม ทั้งรูปทรงและมีสีสรรของดอก อีกจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกล้วยไม้ และไม้ล้มลุกอีกหลายชนิด รวมถึงกุหลาบภูชนิดดอกแดง และดอกขาว นอกจากไม้ป่าที่น่าสนใจดังกล่าวแล้ว ยังเป็นแหล่งสัตว์ป่า ที่ช่วยให้ธรรมชาติป่าเขา มีชีวิตชีวา และมีความสวยงามยิ่งขึ้น สัตว์ป่าที่เด่นนี้เช่น ช้างป่า วัวแดง กระทิง เสือโคร่ง เสือดาว หมี กวาง หมูป่า และ เก้ง ซึ่งสามารถพบเห็นได้บ่อยครั้ง นกอีกเป็นจำนวนมากมาย หลายชนิดก็เป็นจุดเด่น ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวสู่พื้นที่แห่งนี้ เช่น นกเป็ดก่า นกเงือกสีน้ำตาล นกแก๊ก ไก่ฟ้าหลังขาว ไก่ฟ้าพญาลอ และ นกยูง เป็นต้น ความสวยงามที่น่าสนใจ ของป่าไม้และสัตว์ป่า ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จึงเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้ง ภายในประเทศ และต่างประเทศ นอกจากความงามทั่วไป ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีจุดเด่นเฉพาะหลายแห่งด้วยกันคือ o บึงแปนo ภูคิ้งo ผาเทวดาo ลานจันทร์ และ ตาดหินแดงo น้ำตกห้วยทราย น้ำตกไทรย้อย น้ำตกตาดคร้อ และ น้ำตกนาคราช ทุ่งกะมังเป็นทุ่งที่เกิดจากการทำลายป่า ของราษฎรที่ขึ้นไปบุกรุกป่าธรรมชาติ เพื่อปลูกพืชและตั้งหลักแหล่ง แต่เดิมคงมีที่ว่าง ที่เป็นแอ่งน้ำขนาดเล็ก ในป่าเต็งรังผสมผสานมาก่อน ราษฎรที่บุกรุกจึงได้ขยายทุ่งหญ้า ให้กว้างขึ้นเพื่อทำนา และปลูกพืช เมื่อจัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแล้ว ก็ได้ย้ายราษฎรเหล่านั้นออกไป พื้นที่ส่วนนี้จึงกลายเป็น ทุ่งหญ้าอันกว้างขวาง ส่วนใหญ่เป็นหญ้าเพ็ก และ หญ้าหวาย มีพันธุ์ไม้ขนาดเล็ก ขึ้นอยู่ประปราย เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง เอนอ้า แววมยุรา และหญ้าพงบริเวณโดยล้อมรอบด้วย ป่าเต็งรังผสมสน และป่าดงดิบเขาระดับต่ำ กลางทุ่งมีลำห้วยไหลผ่าน สามสายด้วยกัน ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงให้สร้างอ่างเก็บน้ำ เพื่อสัตว์ป่าขึ้นสามอ่าง และทรงได้สร้างพระตำหนักพักผ่อนขึ้น บริเวณชายทุ่งทางด้านทิศตะวันตกด้วย จึงทำให้บรรยากาศบริเวณทุ่ง มีความแปลกใหม่ยิ่งขึ้นบริเวณอ่างเก็บน้ำเหล่านั้น กลายเป็นแหล่งอาศัยของนกนานาชนิด ที่ผู้เข้าเยี่ยมชมสถานที่ สามารถพบเห็นได้โดยตลอด นกสำคัญเช่น นกเป็ดแดง นกเป็ดก่า นกอีล้ำ นกกระยาง นกกระเต็นชนิดต่างๆ เป็นต้น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเช่น กวาง กระทิง หมีควาย ช้างป่า อีเก้ง เป็นต้น กองอนุรักษ์สัตว์ป่า ได้สร้างหอดูสัตว์ขึ้นเ พื่อให้ผู้เข้าเยี่ยมชม ได้ใช้เป็นที่ชมสัตว์ป่า และธรรมชาติของตัวทุ่ง นกจากนี้ยังมีเส้นทางโดยรอบ เพื่อการสัมผัสธรรมชาติ อย่างแท้จริงอีกด้วย ข้อมูลจาก : www.prd2.in.th
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชประสงค์ให้ หมู่บ้านทหารกองหนุน เป็นหมู่บ้านผลิตอาหาร โดยให้สามารถ ทำการผลิตอาหาร เพื่อใช้บริโภค ภายในหมู่บ้าน หากมีเหลือให้นำผลผลิตที่ได้ ไปจำหน่ายยังชุมชนข้างเคียง
เพื่อให้หน่วยทหาร ที่ดำเนินการจัดทำ โครงการ โดยการปรับปรุงพัฒนา พื้นที่บ้านซึ่งมีพื้นที่ตั้งโครงการ อยู่ติดแนวชายแดน บริเวณลำน้ำเหือง บ้านบ่อเหมืองน้อย ให้สามารถทำการผลิตอาหาร เพื่อใช้บริโภคภายในหมู่บ้าน หากมีเหลือ ก็จะนำผลผลิตที่ได้ ไปจำหน่ายในพื้นที ่หรือชุมชนข้างเคียง โครงการนี้เริ่มต้นรับสมาชิก จากทหารกองหนุน และราษฎรอาสาสมัครชายแดน จำนวน 20 ครอบครัว เข้าเป็นสมาชิก มีกิจกรรมหลักคือ ผลิตอาหาร สร้างอาชีพ ดูแลรักษาป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม เป็นโครงการ ที่ให้ราษฎรที่เป็นสมาชิก บริหารงานกันเอง สร้างจิตสำนึกในการเป็น เจ้าของ และการมีส่วนร่วม ต่อการบริหารโครงการ และต่อสังคมรอบตัว จึงเป็นโครงการ ที่ประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม
ปัจจุบัน สามารถพัฒนาพื้นที่ เป็นแหล่งผลิตอาหาร และสร้างรายได้เป็นรูปธรรมแล้ว ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 มี 3 แห่ง คือ
1. บ้านบ่อเหมืองน้อย
ตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
2. บ้านผไทรวมพล
ตำบลหนองแวง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์
3. บ้านนักรบไทย
ตำบลบุ่งมะแลง กิ่งอำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี
ศปร.กอ.รมน.ภาค 2
ค่ายสุรนารี อ.เมือง นครราชสีมา
ข้อมูลจาก : www.prd2.in.th